 |
 |
 |
| |
ระบบส่องสว่างกับยานยนต์ ดูจะเป็นอะไรที่ขาดกันไม่ได้เลยนะครับ โดยเฉพาะยิ่ง
กับไฟหน้าที่เสมือนเป็นผู้ช่วยชั้นดีในยามค่ำคืน ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะขับเฉพาะ
ตอนกลางวัน แต่จริงๆ แล้วกลางวันบางครั้งก็ต้องใช้อยู่ดี เพียงแต่มันจะไม่ได้เปิด
ตลอดเหมือนในตอนกลางคืน เพราะจะได้ใช้เป็นครั้งคราว (สั้นๆ ด้วย) เท่านั้นเอง
ด้วยอายุการใช้งานในยามอับแสงของแต่ละคน - คันไม่เท่ากัน มันก็เลยพลอยทำ
ให้อายุการใช้งานของหลอดไฟแตกต่างกันไปด้วย เพราะฉะนั้นการคาดคะเนอายุ
ของหลอดไฟจึงเป็นอะไรที่ทำได้ยากยิ่ง
|
|
|
| |
 |
 |
| |
ก็อย่างที่ “นาย T” นั่นแหละครับ ว่าหลอดไฟสามารถที่จะขาดได้ทุกเมื่อ ถ้าเป็น
กลางวันก็ดีหน่อย แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่รู้ตัวอยู่ดี กว่าจะรู้ก็ตอนมีอาการหน้ามืด (เพราะหลอดไฟขาด) ตอนกลางคืนนั่นล่ะครับ ถ้าเป็นรถที่มีไฟตัดหมอกก็อาจจะ
ต้องเปิดใช้เป็นการชั่วคราว เพราะจริงๆแล้วชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าใช้สำหรับ ทะลุ
|
|
|
 |
ทะลวงกลุ่มหมอก หรือ ฝนแทนที่ไฟหน้า
ปกติ ดังนั้นยามค่ำคืนที่ไม่มีหมอก หรือ
ฝนก็ไม่จำเป็นต้องเปิดแต่อย่างใด แสง
มันจะไปแยงตาเพื่อนร่วมทาง ซะเปล่าๆ
ครับ จะขอฝากอีกนิดล่ะกันครับกับไฟตัด
หมอกหลัง ที่มีจุดประสงค์ไม่ต่างไปจาก
ด้านหน้าแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่ได้มีไว้
เพื่อให้เรามองเห็น หากแต่มีไว้เพื่อจะให้
เพื่อนร่วมทางคันหลังเห็นรถเรา ในขณะ
ฝ่าหมอกหรือฝนตกหนักต่างหากครับ ดัง
นั้นถ้าฝนไม่ตกหรือหมอกไม่ลง ก็จะไม่มี
ความจำเป็น ที่จะต้องเปิดไฟตัดหมอก
ครับ
|
|
|
 |
 |
| |
อันดับแรกคือต้องรู้ก่อนว่าหลอดไฟหน้าของเราเป็นแบบไหน, รุ่น (H 4, H 1, H 7
ฯลฯ) และจำนวนวัตต์ ถ้าเป็นมือใหม่ไม่เคยทำ ให้ชัวร์ก็ต้องเอาหลอดไฟเก่าไปที่
|
|
|
| |
ร้านได้เลยนะครับ ส่วนยี่ห้อมันก็จะมีค่อน
ข้างหลากหลายพอสมควร ก็ให้เอาทีว่าู
ค่อนข้างคุ้นชื่อหน่อยก็ดีครับ แต่เปลี่ยน
ทั้งที ควรต้องเปลี่ยนยกคู่นะครับ เมื่อได้
หลอดไฟของใหม่มาแล้ว ก็ไปเปิดฝากระ
โปรงหน้าเลยครับ แล้วมองเข้าไปที่ด้าน
หลังของโคมไฟหน้า จุดสังเกตก็คือซีล
ยางกันฝุ่น ที่มันจะมาพร้อมกันกับสายไฟ
(ประมาณ 3 เส้น) นั่นเองครับ แต่ว่าพื้นที่
บริเวณหลังโคม อาจจะค่อนข้างคับแคบ
หน่อย (แล้วแต่รุ่น) อีกทั้งยังอาจจะมีขอบ
ชิ้นส่วนที่เป็นโลหะ เพราะฉะนั้นเวลาที่
ออกแรงก็จะต้องระมัดระวังด้วยนะครับ
|
 |
|
|
 |
| |
จากนั้นก็ปลั๊กไฟของขั้วหลอดออกได้เลยครับ ส่วนการจะถอดก็คือ ให้กดตัวปลด
ล็อคที่ขั้วแล้วดึงออก ตามด้วยซีลยางกันฝุ่นที่สามารถดึงออกได้ทันที ถึงตรงนี้เรา
ก็จะเริ่มเห็นขั้วหลอดซึ่งถูกผนึกไว้ด้วยคลิป (อาจเป็นโลหะหรือพลาสติคก็ได้) ก็
ให้กดคลิปดังกล่าวเข้าไปเล็กน้อย เพื่อให้ขาคลิปหลุดพ้นออกจากตัวโคม จากนั้น
ก็ดึงคลิปออก เพียงเท่านี้หลอดไฟก็จะเป็นอิสระ และพร้อมที่จะถูกปลดประจำการ
แล้วล่ะครับ
|
|
|
| |
 |
 |
| |
ถ้า เป็นหลอดไฟแบบ Halogen พยายามอย่าให้นิ้วสัมผัสกับกระเปาะแก้วเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้หลอดแก้วร้าวในขณะใช้งานได้ครับ ให้จับที่ขั้วหลอดแทนครับ
|
|
|
 |
แต่หากพลาดไปโดน ก็ให้เอาผ้าสะอาด
ชุบแอลกอฮอล์เช็ดจนหมดคราบมัน (จน
ใสปิ๊งนั่นแหละครับ) ส่วนการจะใส่เข้าไป
ในตัวโคม ก็จะต้องดูบ่าที่ขั้วหลอดซึ่งจะ
ต้องให้ตรงกับร่องของตัวโคม ซึ่งมันก็จะ
บังคับตำแหน่งของหลอดไปในตัว พูด
ง่ายๆ ว่าถ้าเข้าล็อคก็ไม่ต้องกลัวว่าขั้วจะ
ผิดทิศผิดทางเลยครับ จากนั้นเราก็ผนึก
หลอดด้วยคลิปอย่างเก่า ตามด้วยซีล
ยางกันฝุ่น และสุดท้ายกับปลั๊กไฟ จาก
นั้นก็ให้ลองเปิดไฟหน้าดูครับ แล้วสลับ
ไฟสูง-ต่ำดูว่าถูกต้องหรือไม่ ? ถ้าถูกต้อง
ก็เป็นว่าเสร็จสิ้นภารกิจแล้วล่ะครับ |
|
|
 |
| |
อย่าไปคิดเข้าข้างตัวเองว่า ถึงหลอดขาดก็ยังขับได้ “นาย T” พอเข้าใจครับว่าไฟ
ติดเพียงดวงเดียวมันก็ยังพอมองเห็นทาง แต่ว่ากับเพื่อนร่วมทางที่เค้าขับสวนมา
เนี่ย เค้าอาจจะคิดว่าเป็นรถจักรยานยนต์ก็ได้นะครับ แล้วเกิดไม่เผื่อช่องว่างให้ขึ้น
มาล่ะก็ ไม่อยากจะคิดเลยล่ะครับ จริงๆ แล้วก็ไม่เฉพาะกับไฟหน้านะครับที่ต้องให้
ความสำคัญ เพราะระบบส่องสว่างทุกอย่างจะต้องทำงานได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้
เพื่อนร่วมทางได้ทราบว่าเรากำลังจะเลี้ยว, เบรคหรือว่าไปในทิศทางใดนั่นเองล่ะ
ครับ
|
|
|
| |
|

บทความจาก e-ToyotaClub (e-Magazine)
|